?

100 เรื่องเมืองไทย

100 เรื่องเมืองไทย เที่ยวเมืองไทย เที่ยว 77 จังหวัด แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของไทย
เงินตราสยาม

เงินตราสยาม

   เงินตราสยาม มีความหลากหลายในรูปพรรณและสัณฐาน มีความเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย และมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจยิ่ง วิวัฒนาการของเงินตราไทยจึงย้อนอดีตไป ตั้งแต่สมัยก่อนที่มนุษย์จะรู้จักใช้เงินตรา และมีการนำสิ่งของต่างๆมาใช้แทนเงินตรา เช่น เปลือกหอย ลูกปัด กำไล หิน ขวานหิน เป็นต้น โดยนำมาใช้เป็นสื่อกลางสำหรับการแลกเปลี่ยน

 
เงินตราในยุคแรกเริ่ม
                 ได้มีการขุดพบเงินตราในยุคแรกเริ่ม ในบริเวณที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบัน ได้แก่ เหรียญเงินฟูนัน ทวารวดี และศรีวิชัย ( เงินนโม และ เงินดอกจันทน์ ) นอกจากนี้ยังมีเงินภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือเงินล้านนา ( เงินเจียง เงินใบไม้ เงินผักชี และเงินท๊อก ) และเงินช้าง ( เงินฮาง เงินฮ้อย เงินลาด และเงินลาดฮ้อย ) เงินตราเหล่านี้เป็นเงินตราก่อนมีการตั้งรัฐไทย จากลักษณะของลวดลายบนเงินตรา แสดงให้เห็นว่าชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ได้รับอิทธิพลจากจีนบ้าง อินเดียบ้าง


เงินพดด้วง
                 สมัยกรุงสุโขทัยได้มีการผลิตเงินพดด้วงขึ้นใช้ จึงถือได้ว่า “ เงินพดด้วง”   เป็นเงินตราของไทยโดยแท้ โดยมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำแบบใคร และใช้แลกเปลี่ยนหมุนเวียนในประเทศไทยเป็นเวลายาวนานที่สุด ประมาณกว่า 600ปี ตั้งแต่กรุงสุโขทัย อยุธยาจนถึง กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในสมัยรัชกาลที่5เงินพดด้วงผลิตด้วยมือ โดยทำจากแท่งเงินบริสุทธิ์ ทุบปลายทั้งสองข้างให้งอเข้าหากัน มีรูปร่างคล้ายลูกปืนโบราณ ชาวต่างประเทศเรียกเงินชนิดนี้ว่า“Bullet Coin” ในสมัยสุโขทัย ยังไม่มีการผูกขาดการผลิต เงินพดด้วง จึงมีความหลากหลายในเนื้อเงินที่ใช้ทำ ตลอดจนน้ำหนักและขนาด ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ทางการจึงห้ามราษฎรผลิตเงินตราขึ้นเอง เงินพดด้วงจึงได้มาตรฐาน และมีตราประทับ 2 ดวงเป็นสำคัญ คือ ตราประจำแผ่นดินและตราประจำรัชกาล เงินพดด้วงใช้หมุนเวียนอยู่เป็นระยะเวลายาวนาน จนถึงในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเลิกผลิต หลังจากได้ทำสัญญาทางพระราชไมตรีและการค้า เนื่องจากการค้ากับต่างประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว การผลิตเงินพดด้วงด้วยมือ จึงไม่ทันกับความต้องการ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระราชดำริ ที่จะใช้เครื่องจักรผลิตแทน เพื่อความรวดเร็วทางการค้า ทรงขอให้คณะทูตที่กำลังจะเดินทางไปเฝ้าสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย ที่กรุงลอนดอน ติดต่อซื้อเครื่องจักรเพื่อนำมาใช้ในการผลิตเงิน จาก บริษัทเทเลอร์และชาลเลน ( Taylor & Challen Limited , Birmingham ) และทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างโรงงานขึ้นที่หน้าพระคลังมหาสมบัติ ซึ่งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อพ.ศ. 2400 มีชื่อเรียกว่า “ โรงกษาปณ์สิทธิการ


เหรียญกษาปณ์ไทย
                 มีการผลิตเหรียญกษาปณ์รูปทรงแบนตามสมัยนิยมขึ้นแทนเงินพดด้วง ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการทำเหรียญกษาปณ์ตราพระเกี้ยวออกใช้ เหรียญที่สำคัญได้แก่ เหรียญเงินตราพระแสงจักร - พระมหามงกุฎ พระเต้า ซึ่งเป็นเหรียญแบนรุ่นแรก ผลิตขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เหรียญเงินบรรณาการ ผลิตจากเครื่องจักรที่สมเด็จพระนางเจ้า วิคตอเรีย ถวายเป็นราชบรรณาการ เหรียญอัฐโสฬส ผลิตเพื่อใช้เป็นเงินปลีกแทนเบี้ยหอย เหรียญนิกเกิลผลิตออกใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากที่ได้ทรงปรับปรุงหน่วยเงินจาก ชั่ง ตำลึง บาท มาเป็น บาท และ สตางค์ เป็นต้น จนกระทั่งถึงเหรียญกษาปณ์ ที่ใช้อยู่ในยุคปัจจุบันนี้ สรุปได้ว่า ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการผลิตเหรียญกษาปณ์ ทั้งชนิดที่ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และชนิดที่เป็นเหรียญที่ระลึกออกมาใช้มากที่สุด เนื่องจากพระองค์ทรงครองราชย์นานถึง 42 ปี เหรียญกษาปณ์ที่ผลิตในรัชกาลที่ 6,7 และ 8 ส่วนใหญ่ใช้สตางค์ที่รู้จักกันดีก็คือ สตางค์มีรู ชนิด 10 สตางค์ 5 สตางค์ 1 สตางค์ และครึ่งสตางค์ และเลิกใช้สตางค์มีรูในสมัยรัชกาลที่ 8 นี้เอง สมัยรัชกาลที่ 9 มีการผลิตเหรียญกษาปณ์ ทั้งชนิดที่ใช้หมุนเวียน รวมถึงเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกต่างๆออกมามากมายหลายชนิด และสามารถนำมาใช้ชำระหนี้ได้ เช่นเดียวกับเงินหมุนเวียน เช่น เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเสด็จนิวัติ จากการเสด็จประพาสยุโรป และอเมริกา ในปี พ.ศ. 2504 และเหรียญอื่นๆอีกมากมาย บทบาทของเหรียญกษาปณ์เริ่มลดลง เมื่อการค้าขยายตัวขึ้น จนมีการริเริ่มนำเงินกระดาษมาใช้
 

ธนบัตรไทย
                 วิวัฒนาการของการใช้เงินกระดาษ หรือที่เรียกว่า “ ธนบัตรไทย ” ตั้งแต่ “ หมาย ” “ ใบพระราชทานเงินตรา ” “ อัฐกระดาษ ” “ บัตรธนาคาร ” ซึ่งมีการนำออกมาใช้ครั้งแรก โดยธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ “ตั๋วเงินกระดาษ ” หรือ “ เงินกระดาษหลวง ” มาจนกระทั่งถึงธนบัตรที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ หลังจากรัชกาลที่4 ทรงขึ้นครองราชย์ไม่นาน ปรากฏว่ามีการทำเงินพดด้วงปลอมกันมาก พระองค์จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการทำ “ หมาย ” ขึ้นใช้ นับเป็นเงินกระดาษชนิดแรกของระบบเงินตราไทย ธนบัตรไทยได้มีการเปลี่ยนแปลง รูปแบบ สี ระบบพิมพ์ วัสดุ และเทคนิคในการพิมพ์มาตลอดเวลา ธนบัตรที่มีชื่อแปลก ๆ เช่น “ ธนบัตรหน้าเดียว ” ( แบบหนึ่งพิมพ์หน้าเดียว ) “ ธนบัตรแบบไถนา ” (ด้านหลังเป็นรูปพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ) “ ธนบัตรไว้ทุกข์ ” ( แบบพิมพ์ซึ่งเตรียมไว้ใช้ใน 4 รัฐมลายู ชนิดราคาหนึ่งดอลลาร์ และนำมาแก้เป็นชนิดราคา 50 บาท โดยใช้หมึกดำ และ แดง พิมพ์ทับอักษรจีนและมลายู ) “ ธนบัตรแบบบุก ” หรือ “ Invasion Note ” ( ทางการของทหารอังกฤษจัดพิมพ์ขึ้น เพื่อเตรียมไว้ใช้จ่ายหากสามารถบุกเข้ายึดพื้นที่ในประเทศไทยได้ )


ธนบัตรแบบต่างๆที่มีการจัดพิมพ์

                 ธนบัตรรัฐบาลสยามแบบที่หนึ่ง    เป็นธนบัตรแบบแรกของประเทศไทย ประกาศใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2445 - 2468
                 ธนบัตรรัฐบาลสยามแบบที่สอง    ประกาศใช้ตั้งแต่ พ.ศ.2468 - 2471
                 ธนบัตรรัฐบาลสยามแบบที่สาม   ประกาศใช้สมัยรัชกาลที่ 7 กำหนดให้มีตราพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พิมพ์ลงในธนบัตรเป็นครั้งแรก
                 ธนบัตรรัฐบาลสยามแบบที่สี่    พิมพ์ออกใช้ในสมัยรัชกาลที่ 8 มี 5 ชนิด คือ ราคา 1 บาท ( สีฟ้า ) 5 บาท ( สีม่วง ) 10 บาท ( สีน้ำตาล ) 20 บาท ( สีเขียวใบไม้ ) และ 1000 บาท ( สีแดงเข้ม )
                 ธนบัตรรัฐบาลสยามแบบที่ห้า   (รุ่นนายเล้ง ท่าฉาง) ธนบัตรรุ่นนี้พิมพ์ในประเทศญี่ปุ่น โดยขนส่งมาทางเรือแล้วขนขึ้นที่ท่าเรือสิงคโปร์ ลำเลียงมาทางรถไฟเพื่อเข้ากรุงเทพ ขณะที่เดินทางมาถึงสถานีท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ถูกคนร้ายถีบหีบธนบัตรจากตู้รถไฟ ซึ่งเป็นธนบัตรชนิดราคา 5 บาท 10 บาท 20 บาท และ 100 บาท เหตุเกิด เมื่อ วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ซึ่งชาวบ้านเรียกธนบัตรรุ่นนี้ว่า “ ธนบัตรไทยถีบ ” หรือ “ ธนบัตรรุ่นนายเล้งท่าฉาง ” เพราะปลอมลายมือของ นายเล้ง ศรีสมวงศ์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ส่วน “ ท่าฉาง ”เป็นชื่อสถานที่ที่คนร้ายถีบหีบธนบัตรลงมา รวมเป็นจำนวนเงินมูลค่าทั้งสิ้น 8,146,800 มาท
                 ธนบัตรแบบที่หก    มี 2 ชนิดราคา คือ 20 บาทและ 100 บาท รูปพรรณของธนบัตรเหมือนแบบที่สี่
                 ธนบัตรแบบที่เจ็ด    เป็นธนบัตรที่พิมพ์ใช้เองเหมือนแบบที่สี่และแบบที่หก
                 ธนบัตรแบบที่แปด    มี 5 ราคาด้วยกัน คือ1 บาท 5 บาท 10 , 20 และ 100 บาท
                 ธนบัตรแบบที่เก้า   เป็นธนบัตรที่ใช้กันนานมากคือ ตั้งแต่ พ.ศ. 2491- 2522
                 ธนบัตรแบบที่สิบ   จัดพิมพ์โดย บริษัทโทมัส เดอ ลารู เป็นธนบัตรที่พิมพ์โดยบริษัทต่างประเทศรุ่นสุดท้าย หลังจากนั้นก็จัดพิมพ์ในประเทศไทยทั้งหมด
                 ธนบัตรแบบที่สิบเอ็ด   ได้มีการจัดตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2512 เป็นธนบัตรรุ่นแรกที่จัดพิมพ์โดยโรงพิมพ์ธนบัตรไทย ดำเนินการโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ออกแบบธนบัตรเป็นช่างชาวอิตาเลียน
                 ธนบัตรโพลิเมอร์    เป็นเงินพลาสติกที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้แทนธนบัตรกระดาษเป็นครั้งแรก จัดพิมพ์เนื่องในมหามงคลวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี พ.ศ. 2539 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ได้จัดพิมพ์ธนบัตรที่ระลึกราคา 500 บาท แบบพิเศษ ( โพลิเมอร์ ) จำนวน1 ล้านฉบับ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 ซึ่งสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เช่นเดียวกับเงินหมุนเวียน และในวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2539 ได้ออกใช้ธนบัตรที่ระลึก ชนิดราคา 50 บาท แบบพิเศษ ( โพลิเมอร์ ) จำนวน 100 ล้านฉบับ

เหรียญทองคำ
                 รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริ จัดทำเหรียญทองคำขึ้นควบคู่ไปกับเหรียญเงิน จึงทรงมีประกาศความว่า " … ตามอย่างเมืองอื่นที่เป็นเมืองแผ่นดินใหญ่ๆนั้น หลายเมืองเมื่อทองคำมีมากขึ้น ผู้ครองแผ่นดินเมืองนั้นๆก็คิดทำเป็นเหรียญทองมีตราหลวงเป็นสำคัญให้ราษฎรใช้ในการกำหนดราคานั้นๆ ไม่ต้องเกี่ยงน้ำหนักแลเนื้อทองตีราคากัน ผู้ใดได้ทองตราทองเหรียญไป เมื่อต้องการเงินมาขอขึ้นเงินต่อคลังหลวง ฤาเศรษฐีเจ้าทรัพย์ก็ได้ ตามกำหนดซึ่งพิกัดไว้ … " จึงเกิดคำว่า " ทองตรา " ขึ้น เหรียญทองคำที่ได้จัดทำขึ้น ตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 4 มี 3 ขนาด ขนาดใหญ่ ราคา 8 บาท เทียบเท่ากับ เหรียญทองปอนด์สเตอร์ลิงก์ เรียกว่า " ทศ " ขนาดกลางราคา 4 บาท เรียกว่า " พิศ " ส่วนขนาดเล็ก ราคาสิบสลึง เรียกว่า " พัดดึงส์ " เทียบเท่า 1 ตำลึงจีน ในสมัยต่อมา มีการจัดทำเหรียญทองคำที่ระลึก และเหรียญที่ระลึกที่จัดทำขึ้นในโอกาสพิเศษต่างๆ เช่น เหรียญที่ระลึกพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ระลึกเนื่องใน มหามงคลสมัยพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก รวมถึงเหรียญที่ระลึก พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เป็นต้น


   อ่าน (1,315)

  


  
แท็ก :


   « Back


100 เรื่องเมืองไทยล่าสุด

  • ลำตัด วัฒนธรรมพื้นบ้านเล่าขานความเป็นไทย
    เพลงพื้นบ้านภาคกลาง เป็นการละเล่นที่นำบทร้อยกรองมาใส่จังหวะและทำนองเพื่อเพิ่มความสนุกสนานในการขับร้อง เพลง...
  • อักษรไทยฝักขามหรืออักษรฝักขาม
    อักษรไทยฝักขามหรืออักษรฝักขาม เป็นอักษรที่เคยใช้ในล้านนาและภาคอีสานของไทย มีลักษณะใกล้เคียงกับอักษรไทยน้อยหรือ...
  • พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
    พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระราชพิธีสำคัญยิ่งสำหรับประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข เพราะเป็นการเชิด...
  • โขน
    โขนเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงที่เก่าแก่ของไทย มีมานานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามหลักฐานจากจดหมายเหตุของลาลูแบร์ ราชทูต...
  • นาฎศิลป์ไทย
    นาฏศิลป์ เป็นศิลปะแห่งการละคร  ฟ้อนรำ  และดนตรี  อันมีคุณสมบัติตามคัมภีร์น...


   Comment

แสดงความคิดเห็น

>> Member Comment

ยังไม่มี Comment ในเรื่องนี้.

   เข้าสู่ระบบ

 
 
 

>> Facebook Comment






REVIEW
แนะนำสถานที่ กิจกรรม ดี ๆ เจ๋ง ๆ โดย AddSiam.Com
REVIEW

โสภารีสอร์ท จ.เชียงราย รีสอร์ทน่ารักๆที่ลืมไม่ลง ( Resort )
โสภารีสอร์ท จ.เชียงราย รีสอร์ทน่ารักๆที่ลืมไม่ลง ( Resort )
<p>ช่วงฤดูหนาว ใครๆเค้าก็เที่ยวทางเหนือกัน โดยเฉพาะจังหวัดเชียงร ...

บ๊อบซังโอโคโนมิยากิ พิซซ่าญี่ปุ่นเจ้าแรกในเชียงใหม่
บ๊อบซังโอโคโนมิยากิ พิซซ่าญี่ปุ่นเจ้าแรกในเชียงใหม่
ร้านอาหารญี่ปุ่นมีมากมายหลายร้าน แต่ร้านเล็กๆร้านนี้เป็นร้านพิซซ่าญิี่ ...

[ ทั้งหมด ]

ข้อมูลท่องเที่ยว 77 จังหวัด
ภาคเหนือ
น่าน  พะเยา  ลำปาง  ลำพูน  อุตรดิตถ์  เชียงราย  เชียงใหม่  แพร่  แม่ฮ่องสอน 

ภาคกลาง
กรุงเทพมหานคร  กำแพงเพชร  ชัยนาท  นครนายก  นครปฐม  นครสวรรค์  นนทบุรี  ปทุมธานี  พระนครศรีอยุธยา  พิจิตร  พิษณุโลก  ลพบุรี  สมุทรปราการ  สมุทรสงคราม  สมุทรสาคร  สระบุรี  สิงห์บุรี  สุพรรณบุรี  สุโขทัย  อ่างทอง  อุทัยธานี  เพชรบูรณ์ 

ภาคตะวันออก
จันทบุรี  ฉะเชิงเทรา  ชลบุรี  ตราด  ปราจีนบุรี  ระยอง  สระแก้ว 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
กาฬสินธุ์  ขอนแก่น  ชัยภูมิ  นครพนม  นครราชสีมา  บึงกาฬ  บุรีรัมย์  มหาสารคาม  มุกดาหาร  ยโสธร  ร้อยเอ็ด  ศรีสะเกษ  สกลนคร  สุรินทร์  หนองคาย  หนองบัวลำภู  อำนาจเจริญ  อุดรธานี  อุบลราชธานี  เลย 

ภาคตะวันตก
กาญจนบุรี  ตาก  ประจวบคีรีขันธ์  ราชบุรี  เพชรบุรี 

ภาคใต้
กระบี่  ชุมพร  ตรัง  นครศรีธรรมราช  นราธิวาส  ปัตตานี  พังงา  พัทลุง  ภูเก็ต  ยะลา  ระนอง  สงขลา  สตูล  สุราษฎร์ธานี 
ข้อมูลท่องเที่ยวต่างประเทศ
ทวีปยุโรป
กรีซ กรีนแลนด์ โครเอเชีย จอร์เจีย ซาน เซอร์เบีย ไซปรัส เดนมาร์ก ตุรกี นอร์เวย์ นิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ บอสเนีย บัลแกเรีย เบลเยียม เบลารุส โปรตุเกส โปแลนด์ ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ มอนเตเนโกร มอลโดวา มอลตา มาซิโดเนีย มาริโน โมนาโก ยิบรอลตาร์ ยูเครน เยอรมนี รัสเซีย โรมาเนีย ลักเซมเบิร์ก ลัตเวีย ลิกเตนสไตน์ ลิทัวเนีย สเปน สโลวาเกีย สโลวีเนีย สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐเช็ก หมู่เกาะคุก หมู่เกาะแฟโร ออสเตรีย อันดอร์รา อาเซอร์ไบจาน อิตาลี เอสโตเนีย แอลเบเนีย ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ ฮังการี

ทวีปเอเชีย
กัมพูชา เกาหลีใต้ คาซัคสถาน จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ไทย เนปาล บรูไนดารุสซาลาม ปากีสถาน พม่า ฟิลิปปินส์ มองโกเลีย มัลดีฟส์ มาเก๊า มาเลเซีย ลาว เวียดนาม ศรีลังกา สิงคโปร์ อาร์เมเนีย อินเดีย อินโดนีเซีย อุซเบกิสถาน ฮ่องกง

ทวีปแอฟริกา
กานา เกาะเรอูนียง เคนยา จิบูตี ชาด ซิมบับเว เซเชลส์ เซเนกัล แซมเบีย ตูนิเซีย แทนซาเนีย นามิเบีย ไนจีเรีย มอริเชียส โมร็อกโก ยูกันดา สวาซิแลนด์ อียิปต์ เอธิโอเปีย แอฟริกาใต้ แอลจีเรีย

ทวีปออสเตรเลีย
กวม ซามัว นิวแคลิโดเนีย ปาปัวนิวกินี ปาเลา ฟิจิ เฟรนช์โปลินีเซีย วานูอาตู หมู่เกาะนอร์เทิร์น ออสเตรเลีย

ทวีปอเมริกากลาง
กวาเดอลูป กัวเตมาลา เกรเนดา คอสตาริกา จาเมกา เซนต์คิตส์และเนวิส เซนต์ลูเซีย เซนต์ ตรินิแดดและโตเบโก นิการากัว เนเธอร์แลนด์แอนทิลลิส บาร์เบโดส บาฮามาส เบลีซ ปานามา เปอร์โตริโก มาร์ตินีก วินเซนต์และเกรนาดีนส์ สาธารณรัฐโดมินิกัน หมู่เกาะเคย์แมน หมู่เกาะเติร์กและไคคอส หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน หมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา อารูบา เอลซัลวาดอร์ แอนติกาและบาร์บูดา ฮอนดูรัส

ทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปอเมริกาใต้
แคนาดา โคลอมเบีย ชิลี บราซิล โบลิเวีย ปารากวัย เปรู เฟรนช์เกียนา เม็กซิโก เวเนซุเอลา สหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา อุรุกวัย เอกวาดอร์

ทวีปตะวันออกกลาง
กาตาร์ คูเวต จอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย ซีเรีย บาห์เรน เยเมน เลบานอน สหรัฐอาหรับฯ อิสราเอล โอมาน